ข่าวสารล่าสุด

www.efinancethai.com
Investor Relations Info : SCL
บล.โกลเบล็ก : SCL มูลค่าเหมาะสมข 2.30 บาท 

 


SCL ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ แบบครบวงจรมานานเกือบ 60 ปี
บริษัท เอส.ซี.แอล.มอเตอร์ พาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SCL ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ของแบรนด์ชั้นนำ อาทิ ISUZU, MITSUBISHI, TOYOTA, HONDA, FUSO, FORD, NISSAN และCHEVROLET เป็นต้น รวมถึงผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ทดแทน ให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ อาทิ 1) ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ 2) ศูนย์ Fast Fit 3) บริษัทประกันภัย และ 4) กลุ่มลูกค้าออนไลน์ โดยวัตถุประสงค์ของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ 1) ชำระคืนเงินกู้ยืม และ 2) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมของ SCL ในปี 67 ที่ 2.30 บาทต่อหุ้น


ประเด็นสำคัญในการลงทุน
• ผลประกอบการช่วงปี 63-65 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 33% ต่อปี แต่งวด 6M66 หดตัว 48%YoY เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการนำหุ้นเข้าตลาดฯ และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น: ช่วงปี 63-65 และงวด 6M66 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,224 ลบ. 1,257 ลบ. และ 1,353 ลบ. ตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4% ต่อปี และ 738 ลบ. +11%YoY เติบโตทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ภายใต้ตราสินค้าของค่ายรถยนต์ (สัดส่วน 88%) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ทดแทน (สัดส่วน 12%) โดยหลักมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทยอยฟื้นตัว ปริมาณการใช้รถยนต์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงร้านค้าอะไหล่ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ ส่วน %GPM ปี 63-65 อยู่ที่ระดับ 10.8%, 11.1% และ 11.7% มีแนวโน้มดีขึ้นจากสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์อะไหล่รถยนต์ทดแทนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง ประกอบกับปี 65 ได้รับส่วนลดเงินรางวัลจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ขณะที่ %GPM งวด 6M66 อ่อนลงสู่ 10.83% เนื่องจากมีการจัดโปรโมชั่นให้ส่วนลดราคาสินค้า ส่วน %SG&A ปี 63-65 และ 6M66 ทรงตัวที่ระดับ 7.7%, 7.9%, 7.9% และ 8.0% ตามลำดับ ปรับขึ้นเล็กน้อยช่วง 6M66 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการนำหุ้นเข้าตลาดฯ นอกจากนี้ ช่วง 6M66 มีค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 7 ลบ. จากปีก่อน 4 ลบ. ส่งผลให้ปี 63-65 มีกำไรสุทธิ 22 ลบ. 27 ลบ. 40 ลบ. ตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 33% ต่อปี ส่วน 6M66 มีกำไร 12 ลบ. -49%YoY


• อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ทดแทนมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว 5-6% ต่อปี: ตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ทดแทนมีมูลค่าตลาดคิดเป็น 60-70% ของตลาดชิ้นส่วนรวมในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญในการเติบโตของธุรกิจชิ้นส่วนเพื่อการทดแทนหรืออะไหล่ยานยนต์คือจำนวนรถยนต์สะสมที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป เนื่องจากการเปลี่ยนอะไหล่และชิ้นส่วนฯมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุการใช้งานของรถยนต์ ทั้งในกลุ่มอะไหล่ที่เป็น Fast Moving Parts และ Common Parts โดยคาดว่าจำนวนรถยนต์สะสมที่มีอายุมากกว่า 5 ปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-6% ต่อปี (ที่มา: ศูนย์วิจัยกรุงศรี) ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนทิศทางการเติบโตในอนาคตของบริษัทฯที่ทำธุรกิจในการเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่รถยนต์


• คาดกำไรปี 66 หดตัว 45%YoY ก่อนปี 2567 จะพลิกเติบโตดี 76%YoY: เราคาดรายได้ช่วงปี 66–67 ราว 1,472 ลบ. +9%YoY และ 1,619 ลบ. +10%YoY ตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 9.4% ต่อปี จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้มีปริมาณใช้รถยนต์เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับร้านค้าอะไหล่ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ ประกอบกับปี 67 คาดจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท/คน มาช่วยสนับสนุนการใช้จ่าย ส่วนในระยะยาวมีแนวโน้มเติบโตไปตามจำนวนรถยนต์สะสมที่มีอายุการใช้งานมากว่า 5 ปี ที่คาดเติบโต 5-6% ต่อปี เนื่องจากอะไหล่ที่อาจชำรุดหรือเสื่อมสภาพตามอายุและระยะการใช้งาน เราใช้สมมติฐาน %GPM ในปี 66-67 ที่ระดับ 10.7% และ 11.0% ตามลำดับ ลดลงจากปี 64-65 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 11.4% ขณะที่ สมมติฐาน %SG&A/Sales ที่ระดับ 8.0% และ 7.3% ตามลำดับ ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 65 เล็กน้อยซึ่งอยู่ที่ระดับ 7.9% เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการนำหุ้นเข้าตลาดฯ อย่างไรก็ตาม คาดบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นสู่ราว 15 ลบ. จากปี 65 อยู่ที่ 10 ลบ. จากหนี้สถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลาง-ปลายปีก่อน ส่งผลให้เราคาดกำไรสุทธิในช่วงปี 66-67 ราว 22 ลบ. -45%YoY และ 39 ลบ. +76%YoY ตามลำดับ


• ประเมินราคาเหมาะสมในปี 67 ของ SCL ราว 2.30 บาทต่อหุ้น: เราประเมินราคาเหมาะสม SCL ด้วยวิธี Prospective PE Ratio เทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในส่วนที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่อยู่ภายในประเทศ และผู้จำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงและลักษณะการประกอบธุรกิจที่ใกล้เคียงกับบริษัทฯ โดยเราใช้ Prospective PER ที่ระดับ 15.0x ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ Forward PE ปี 67 ของกลุ่มผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ประกอบกับคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 67 ราว 0.15 บาทต่อหุ้น คำนวณเป็นราคาเหมาะสมปี 67 ราว 2.30 บาทต่อหุ้น


Analyst: Salakbun Wongakaradeth
02-687-7287
[email protected]


Analyst Assistant: Chalanthon Sriprasan


เรียบเรียง โดย นายศักดิ์ชาย  งอกงาม  
                อีเมล์. [email protected]